หน้า 84 จากทั้งหมด 821 หน้า หน้าแรกหน้าแรก ... 3474828384858694134184584 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 1,661 ถึง 1,680 จากทั้งหมด 16406
  1. #1661




    - องศา - คืออะไร หมายถึงอะไร ?

    เครื่อง ยนต์หมุน ดุที่ข้อเหวี่ยง การหมุน 1 รอบวงกลม = 320 องศา . . . องศาแคม ก็นับจากระยะเวลาการเปิด ว่าเปิดอยุ่นานเท่าไร เมื่อเทียบกับการหมุนของข้อเหวี่ยง

    แต่แคมจะ หมุนช้ากว่าข้อเหวี่ยงอยู่ 1 เท่าตัว ข้อเหวี่ยงหมุน 1 รอบ แคมหมุนครึ่งรอบ . . . ถ้าเอาแคมมามองตรงๆ หมุนดูแล้วดูจุดที่เริ่มนูนขึ้นเป้นจมูกแหลมๆ(Lobe)มาจากฐานกลมๆ(Base Circle) นับที่แคม องศาจะหายไปครึ่งหนึ่ง



    - ลิฟท์ ?

    ลิฟท์ คือ ระยะยกที่จะบอกว่า จุดที่วาล์วจะเปิดสูงที่สุดมีระยะกี่มิล

    ลิฟท์ จะวัดจากตัวแคมเลยได้หรือไม่ . . . อยู่ที่เครื่องตัวนั้นใช้ระบบกดวาล์วแบบไหน ถ้ากดตรง วัดที่แคม (เอาความสูงด้านโหนก - ความอ้วนของฐานกลมๆ) เลยก็ได้ (ไกล้เคียงความจริง แต่ไม่เท่าเพราะต้องหักระยะห่างของการตั้งวาล์วไว้ด้วย)

    แต่ถ้าใช้ กระเดื่องกดวาล์ว วัดที่แคมเลยไม่ได้ เพราะ ระยะยกจริงของกระเดื่อง(Rocker Ratio) มันไม่ได้เป็นสาดดดส่วน 1:1 . . มันมักจะเป็น 1:1.xx



    - แคมที่สเปคเบื้องต้นเหมือนๆกัน เช่น 272 องศา ลิฟท์ 10มม. เหมือนกัน จาก 2 ยี่ห้อ จะเหมือนกันหรือไม่?

    มี โอกาศที่จะเหมือน และไม่เหมือน . . . เพราะค่านั้นเป็นค่าเบื้องต้นที่บอกแค่ระยะเวลา และจุดสูงสุดเท่านั้น . . . . แต่ตั้งแต่วาล์วเริ่มเปิด จนถึงจุดสูงสุด จนวาล์วปิด ระหว่างทางเดินนั้นอาจมีค่าการขึ้น ความเร็วในการยก(Rate of Lift) ไม่เหมือนกัน ซึ่งเรียกโดยรวมว่า Cam Profile

    Cam ที่มี Profile ต่างกัน แม้จะมีสเปคเบื้องต้นเหมือนกัน(องศา+ลิฟท์ เหมือนกัน) จึงทำงานได้ไม่เหมือนกัน บางอันจมูกโด่งๆแหลมๆ บางอัน จมูกบนทู่ๆ. . . Charactor เครื่องก็ต่างกันไป ต้องการการตั้งแคมที่ต่างกันไป . . . ดังนั้น แคมเสปคเบื้องต้นเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องตั้งแคมเหมือนกัน เพราะ Profile ต่างกัน รวมถึงปัจจัยองค์ประกอบอื่นๆในแต่ละเครื่องด้วย

    แคม 2 ยี่ห้อที่ดูสเปคเหมือนๆกัน จึงอาจทำให้มีคำแนะนำการตั้งจากผู้ผลิตต่างกันออกไป เหตุผลก้มาจาก Profile Cam ที่ต่างกันนี่หละครับ



    จาก นั้นขั้นต่อไป ก็ไปว่ากันถึง Cam Timing Diagram ว่าจะเปิดเมื่อไร ปืดเมื่อไร จะตั้งจุดสุงสุดไว้ตรงไหน Overlap จะเป้นยังไง จาก Profile แบบไหน . . . ซึ่งถ้าเข้าใจถึงเหตุผล ผลกระทบในการเปิดช้า เปิดเร็ว ทำให้อะไรต่างกันไปบ้าง เพราะอะไร . . . ก็จะเป็นเรื่องของการตั้งแคม รู้ว่าจะตั้งแคมยังไงเพื่อให้ตรงความต้องการของเรา



    มาถึงตรงนี้แล้ว ขอต่อเรื่องการตั้งแคมไปเลย

    ตั้ง แคมเป็น - หมายถึง รู้วิธีตั้ง ตั้งให้ได้ตามค่าที่โรงงานหรือผุ้ผลิตแนะนำมา . . ซึ่งช่างทั่วไปที่เป็นงานหน่อย อ่าน Diagram เป็น ก้ตั้งแคมได้

    ตั้ง แคมเก่ง - หมายถึง รู้และเข้าใจว่าจะเล่นลูกเล่นจากแคมแบบไหนให้เกิดประโยชน์ ตรงวัตถุประสงค์ได้ จากองค์ประกอบที่เรามีอยู่ . . . คำแนะนำจากผุ้ผลิตในการตั้งแคม เป็นค่าที่ไม่เลว ดีแน่ แต่อาจไม่ดีที่สุดสำหรับเครื่องของเรา ซึ่งแต่ละเครื่องก็อาจมีองค์ประกอบรวมๆต่างกันไป


    ช่างบางคนที่ดู เหมือนจะเก่ง เพราะชอบจำว่า บิดไปหน้าดียังไง บิดไปหลังดียังไง . . . แบบนี้เรียกว่า แค่ตั้งแคมเป็นครับ ไม่ใช่ตั้งเก่ง . . . เพราะแคมแต่ละตัว ในแต่ละเครื่อง ไม่เหมือนกันจนเป็นสุตรสำเร็จ เพราะ Profile มันต่างกัน องค์ประกอบเครื่องมันต่างกัน . . . . และกล้าบอกเลยว่า ช่างส่วนใหญ่ ไม่เคยสนใจ Cam Profile หรือบางคนไม่รุ้จัก Cam Profile ด้วยซ้ำไปครับ (ถ้าในภาษาผม ผมเรียกว่า "บิดมั่ว" ครับ)

    ตั้งแคมต้องใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำครับ . . . . คนที่ตั้งแคม "เก่งๆ" ในเมืองไทย มีไม่เยอะนักครับ
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  2. #1662
    Valve Timing Diagram ดูเองก็ได้ ง่ายจัง


    ก่อนอื่นก็จะต้องมาเริ่มรู้จักกับ Valve Timing Diagram กัน หลัก ๆ ก็จะบอกจังหวะการเปิด-ปิดวาล์ว โดยอาศัย "ลูกเบี้ยว" หรือ"Camshaft" เป็นตัวเปิด-ปิด และกำหนดจังหวะการเปิด-ปิดอีกด้วย ก็แล้วแต่จะสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับเครื่องแต่ละตัว ถ้าดูตามรูปที่แนบให้มา จะเห็นว่ามีแกนกลางเป็นเส้นตรงแนวตั้ง ที่ด้านบนจะเป็นจุดศูนย์ตายบน หรือ TDC ส่วนด้านล่างจะเป็นจุดศูนย์ตายล่าง หรือ BDC ระยะจาก TDC ถึง BDC จะเท่ากับ "180 องศา" นะครับ...

    ส่วนที่เห็นเป็น "เส้นสีดำ" ขีดแบบไม่เต็มวง ในรูปจะกำหนดเป็น "ไทมิ่งของวาล์วไอดี" ว่าเปิด-ปิดกี่องศา ปกติการเปิดของวาล์วไอดี จะเริ่มจาก "ก่อนศูนย์ตายบน" ที่เห็นในนั้นจะมีคำว่า "IN" จะย่อมาจาก "Intake" ก็คือการประจุไอดีเข้า แล้วต่อด้วยภาษาญี่ปุ่น จะหมายถึง "เปิด" ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็มักจะบอกว่า "Intake Open" หรือ "IN Open" แล้วแต่จะใช้ ที่เห็นมันจะเปิดก่อนถึง TDC อยู่ "20 องศา" (ดูรูปตามแล้วจะไม่เง็ง) หลังจากนั้น มันก็จะเปิดมาเรื่อย ๆ เลย BDC มา "48 องศา" นั่นก็คือจังหวะที่วาล์วไอดีเริ่ม "ปิดสนิท" หรือ IN Close ก็คือการเตรียมตัวเข้าสู่จังหวะ "อัด" (ลูกสูบกำลังเลื่อนขึ้น) เป็นการจบการทำงานของแคมชาฟท์ไอดี เพราะหลังจากนี้ก็รอจังหวะการ "คายไอเสีย" ซึ่งเป็นหน้าที่ของแคมชาฟท์ฝั่งไอเสียแล้ว...

    พอมีตัวเลขตรงนี้ ก็สามารถจะบวกกันง่าย ๆ เพื่อหา "ระยะการเปิด-ปิด" หรือ Duration (ด้านไอดีก่อนนะ) โดยการนำตัวเลขตั้งแต่จังหวะเปิด "ก่อนศูนย์ตายบน" (BTDC) ก็คือ "20" มารวมกับ "180" ก็ได้เท่ากับ "200" แล้วก็มารวมกับช่วงที่ "เลยศูนย์ตายล่าง" (ABDC) ก็คือ "48" ผลที่ได้ออกมาคือ "248" ก็คือ แคมชาฟท์ไอดี มีองศาการเปิด-ปิดรวมทั้งสิ้น "248 องศา" ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ ส่วนด้าน "ไอเสีย" ก็เป็นทำนองเดียวกัน ในภาพกำหนดเป็น "เส้นวงสีขาว" หลังจากจังหวะ "ระเบิด" หรือ "กำลัง" ช่วงนี้วาล์วใด ๆ ก็ตาม จะต้อง "ปิดสนิท" เสมอ ไม่งั้นกำลังอัดก็ "รั่ว" ล่ะครับ...

    ช่วงที่ลูกสูบกำลังจะเลื่อนลงสู่จุดศูนย์ตายล่าง (TDC) วาล์วไอเสียจะเริ่มเปิด เป็นการเริ่มกำหนดจังหวะ "คาย" ในเครื่องบล็อกนี้ จะกำหนดมาให้วาล์วไอเสีย หรือใช้คำย่อว่า "EX" มาจาก "Exhaust" เปิดคายไอเสียออก ที่ "52 องศา" ก่อนศูนย์ตายล่าง (BBDC : Before Bottom Dead Center) วนไปเรื่อย ๆ จน "ปิด" (EX Close) ที่ "16 องศา" หลังศูนย์ตายบน (ATDC : After Top Dead Center) เอากันเข้าไป อย่าเพิ่ง "งง" นะครับ พอได้ตัวเลขมาแล้ว ก็นำมารวมกัน "52 + 180 + 16" ก็เท่ากับ "248 องศา" เท่ากับทางฝั่งไอดี แต่จังหวะการเปิด-ปิดจะเหลื่อมกันอยู่ และในช่วงที่วาล์วไอดีกำลังจะเปิด แต่วาล์วไอเสียกำลังจะปิด จะเห็นว่ามัน "ทับกัน" อยู่ ตรงนั้นก็คือจังหวะ "โอเวอร์แล็ป" (Over Lap) เพื่อให้ไอดีที่เข้ามาช่วย "ไล่" ไอเสียที่คงค้างอยู่ออกไป ถ้าจะดูจังหวะโอเวอร์แล็ป ก็เอา "20 + 16" เท่ากับ "36" ดูไม่ยากครับ ถ้าอ่าน Valve Timing Diagram ได้ ก็จะทราบข้อมูลเหล่านี้ คนที่จูนอัพเครื่องยนต์จะขาดมันไปซะไม่ได้ ก็เป็นอันจบ ถ้างงก็อ่านทบทวนไปเรื่อย ๆ ไม่ยากอย่างที่คิดครับ...
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  3. #1663
    เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก สตาร์ทไม่ติด
    1.ไม่มีกำลังอัด
    - ระยะห่างของ กระเดื่องวาล์วไม่ถูกต้อง
    - ปลอกวาล์วสึก
    - วาล์วทำงานผิดพลาด
    - แหวนลูกสูบ , เสื้อสูบหลวม
    2.ไฟไม่ออกหัวเทียนหรือ ทองขาว
    - หัวเทียนสกปรก
    - หน้าทองขาวสกปรก
    - จังหวะการจุดระเบิดผิดพลาด
    - คอยล์เสื่อม
    - ไฟลัดวงจรในคอนเดนเซอร์
    3.น้ำมันไม่ลงคาร์บูเรเตอร์
    - ท่อส่งน้ำมันตัน
    - ลูกลอยชำรุด
    - ก๊อกน้ำมันตัน

    ---------------------------------------

    เครื่องยนต์มีเสียงดัง

    1.เสียงดังจากกระเดื่องวาล์ว
    - ตั้งวาล์วห่างเกินไป
    - สปริงวาล์วหัก
    - ลูกเบี้ยวเป็นรอยหรอไหม้
    2.เสียงดังจากโซ่ราวลิ้น
    - โซ่ราวลิ้นหย่อน
    - เฟืองราวลิ้นสึก
    - ตัวเร่งชำรุด
    3.เสียงดังในกระบอกมาก
    - ห้องเผาไหม้มีเขม่าจับมาก
    - สลับลูกสูบหลวม
    - ตั้งไฟแก่เกินไป
    4.เสียงจากคลัตซ์
    - น๊อตคลัตซ์ขันไม่แน่น
    - จานและเฟืองคลัตซ์สึกหรอ ไม่เรียบ

    -----------------------------------

    คลัตซ์ลื่นหรือปล่อนคลัตซ์ไม่คล่อง
    - ปรับตั้งคลัตซ์ไม่ถูกต้อง
    - แผ่นคลัตซ์ไม่เรียบ หรือสึกหรอมาก
    - สปริงคลัตซ์อ่อนเกินไป
    - จานคลัตซ์สึก , บิดคด
    - ขันสปริงคลัตซ์ไม่เท่ากัน

    ---------------------------------

    เข้าเกียร์ หรือเปลี่ยนเกียร์ยาก

    - ดุมเปลี่ยนเกียร์สึกมาก
    - ลูกเบี้ยวเกี่ยร์ชำรุด
    - ลิ้นสปริงเกียร์หัก

    ------------------------------

    ควันไอเสียมาก

    จุดที่สังเกตุ มีควันขาวออกจากท่อมาก
    - เติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป
    - เสื้อสูบ แหวนหลวม
    - เสื้อสูบเป็นรอย
    - บูชวาล์วหลวม

    ---------------------------------

    แรงม้าตก
    จุดที่สังเกตุ กำลังไม่ดี , ไม่คงที่ - วาล์วรั่ว
    - สปริงวาล์วอ่อน
    - เสื้อสูบหลวม
    - ตั้งไฟอ่อนเกินไป
    - หน้าทองขาวสกปรก , ไม่เรียบ
    - หัวเทียนเสื่อม
    - หม้อกรองอากาศตัน
    - คาร์บูเรเตอร์สกปรก
    - ระดับลูกลอยผิดพลาด

    ------------------------------

    เครื่องยนต์ร้อนจัด
    จุดที่สังเกตุ เครื่องยนต์ร้อนเร็ว ในเวลาไม่นาน
    - น้ำมันเครื่องสกปรก
    - ใช้น้ำมันเครื่องผิดชนิด
    - ตั้งไฟไม่ได้สมดุล
    - มีเขม่าในห้องเผาไหม้มาก
    - มีดินโคลนจับที่เครื่องยนต์มาก

    -------------------------------

    ทองขาวไหม้ , แบตเตอรี่ไม่มีไฟ หรือไฟไม่ชาร์จ
    - คอนเดนเซอร์เสื่อม
    - แบตเตอรี่น้ำแห้ง
    - ขั้วแบตเตอรี่ หรือ แผ่นตะกั่วหลุด
    - สเตเตอร์ไม่ชาร์จไฟ
    - ไฟลัดวงจร หรือสายไฟหลวม
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  4. #1664
    ระบบคลัตช์ของรถจักรยานยนต์

    คลัตช์ เป็นระบบตัด – ต่อกำลังจากเครื่องยนต์เพื่อส่งไปยังระบบส่งกำลัง ( ชุดเกียร์ ) ทำให้การเปลี่ยนเกียร์แต่ละเกียร์ เป็นไปด้วยความนุ่มนวล ซึ่งในปัจจุบันระบบคลัตช์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในรถจักรยานยนต์ จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ


    1. คลัตช์ ธรรมดาแบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน

    ซึ่ง จะทำงานโดยผู้ขับขี่บีบคันคลัตช์เป็นการตัดกำลังงานโดยก้านยกและแผ่นยกจะถูก กดทำให้เรือนคลัตช์และสปริงคลัตช์ถูกกดด้วย จึงเกิดระยะห่างหรือช่องว่างระหว่างแผ่นคลัตช์เป็นการตัดการส่งกำลัง ( คลัตช์จาก ) และ เมื่อปล่อยมือจากคันคลัตช์จะถูกต่อกำลังโดยแรงดันสปริง ระบบนี้ใช้คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกันซึ่งระบบคลัตช์แบบนี้แผ่นคลัตช์ และ แผ่นเหล็กจะถูกดันเข้าหากันอย่างคงที่สม่ำเสมอด้วยแรงดันสปริง มีใช้ในรถสปอร์ต



    2. คลัตช์ แรงเหวี่ยงหนีศูนย์หรือคลัตช์ออโต้

    ใน ระบบนี้จะช่วยให้ง่ายต่อการขับขี่เพราะในขณะออกรถและเปลี่ยนเกียร์แต่ละ เกียร์ไม่จำเป็นต้องบีบหรือบังคับด้วยมือคลัตช์ แบบนี้จะประกอบด้วยชุดคลัตช์ 2 ชุดได้แก่ ชุดคลัตช์ชุดที่ 1 จะประกอบด้วยกลไกต่างๆ โดยฝักคลัตช์ต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง เมื่อรอบเครื่องยนต์สูงขึ้นฝักคลัตช์จะถูกเหวี่ยงตัวออกด้วยแรงเหวี่ยงหนี ศูนย์ฝักคลัตช์จะแนบ สนิทกับดรัมคลัตช์ทำให้เกิดการส่งกำลังไปยังชุดเกียร์ กลไกนี้จะคล้ายๆ กับเบรกดรัมของระบบห้ามล้อและเมื่อรอบเครื่องยนต์ ลดลงฝักคลัตช์จะถูกดึงกลับโดยแรงดึงสปริงทำให้เกิดการตัดการส่งกำลังงาน กำลังงานชุดคลัตช์ชุดที่ 2 มีหลักการทำงานเดียวกันกับคลัตช์ แบบธรรมดา เพียงแต่กลไกการตัดกำลังงานจะอยู่ที่คันเกียร์โดยตรงหรือ อาจบังคับด้วยมือก็ได้ เช่น รถรุ่น เบลล์ – อาร์ หรือ เจ – อาร์ ( รุ่นแรก )

    -----------------------------------------------------------------


    เกียร์และกลไกการเปลี่ยนเกียร์

    เกียร์หรือเฟืองส่งกำลังจะติดตั้งอยู่ระหว่างคลัตช์กับเฟื่องทดชุดที่สอง

    โดย เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงอัตราทดของเฟืองให้เหมาะสมกับสภาพของภาระ ดังเช่นการเริ่มเคลื่อนที่ของรถจักรยานยนต์การเร่งความเร็ว การขึ้นหรือลงที่สูงชัน, สภาพผิวถนน,แรงดันลมยางและอื่นๆ ดังนั้นความเร็วและแรงบิดของเครื่องจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อ ให้เหมาะสมกับทุกสภาวะการขับขี่ดังนั้นเกียร์ของรถจักรยานยนต์จึงมีหน้าที่ เพิ่มหรือลดแรงบิดของเครื่องยนต์และเพิ่มความเร็วให้กับรถจักรยานยนต์ ซึ่งใน อดีตที่ผ่านมารถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบไม่มากนักจะมีเพียง 3 – 4 เกียร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนารถจักรยานยนต์ให้มีเกียร์เพิ่มมากขึ้นเพื่อเพิ่ม สมรรถนะและความเหมาะสมในการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น

    โดย ทั่วไปเกียร์ที่ใช้ในรถจักรยานยนต์ปัจจุบันเป็นแบบ คอนสแตนท์เมช (แบบขบกันตลอดเวลา) ซึ่งเกียร์แบบนี้จะขบกันและหมุนอยู่ตลอดเวลาแต่จะไม่มีการถ่ายทดกำลังงาน เพราะเฟืองเกียร์ที่ขบกันดังกล่าวลอยตัวอยู่บนเพลาอิสระจนกว่าจะมีการ เปลี่ยนเฟืองเกียร์ที่ทำหน้าที่เป็นเฟืองสะพานไปขบกัน จึงจะมีการถ่ายทอดกำลังงานจากเกียร์ผ่านเพลาเพื่อส่งไปใช้งานต่อไป



    ส่วนประกอบที่สำคัญของชุดเกียร์มีดังนี้

    1. เพลาเมนหรือเพลาเกียร์จะประกอบด้วยเฟืองขับและเฟืองเลื่อน
    2. เพลาสเตอร์หรือเพลาขับล้อจะประกอบด้วยเฟืองลอยและเฟืองเลื่อน
    3. ก้ามปูเกียร์ทำหน้าที่เขี่ยเฟืองเลื่อนเพื่อให้เฟืองแต่ละเฟืองขบกันทำให้ เกิดการส่งกำลัง
    4. กลไก คันเกียร์ทำหน้าที่ให้ก้ามปูเกียร์ที่สวมอยู่ กับเฟืองเลื่อนเคลื่อนที่เฟืองเลื่อนจึงเคลื่อนที่ไปล็อคเฟืองเฟืองพลอยให้ ยึดติดกับเพลากาย ถ่ายทอดกำลังจึงเกิดขึ้น




    ชุดกลไกคันเกียร์ซึ่งใช้มากกับรถจักรยานยนต์ทั่วไปคือลูกเบี้ยวแบบร่องเวียน

    เมื่อ คันเกียร์ถูกงัดขึ้นหรือกดลงเพลาเปลี่ยนเกียร์จะหมุนบิดตัวทำให้เปลี่ยน เกียร์ทำงานปลายเพลาเปลี่ยนเกียร์เกี่ยวสลักปลายเพลาลูกเบี้ยวลูกเบี้ยวจะ หมุนเมื่อลูกเบี้ยวหมุนร่องเวียนจะพาสลักก้ามปูเคลื่อนที่ไปด้านข้างในแนว ก้ามปูจึงเคลื่อนที่ไปด้านข้างในแนวนอนด้วยเฟืองเลื่อนจึงถูกพาให้เลื่อนไป ขบกับเฟืองคู่ที่ต้องการ การถ่ายทอดกำลังจึงเกิดขึ้น
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  5. #1665
    ตรวจสอบระบบเกียร์
    ลักษณะและสาเหตุอาการผิดปกติของระบบส่งกำลัง

    1. เกียร์มีเสียงดังผิดปกติ (แคร็ก) ในขณะเปลี่ยนเกียร์
    * สาเหตุอาจจะเกิดจากระบบเฟืองเกียร์บกพร่อง เช่นเฟืองเกียร์ชำรุดหรือแตกหัก
    * มีเสียงดัง ในขณะรถอยู่กับที่ ให้ทำการตรวจเช็คชุดคลัตช์ร่วมกันไปด้วยเพราะเสียงที่ผิดปกติสาเหตุอาจเกิด จากชุดคลัตช์สึกหรอ
    2. เข้าเกียร์ยากขณะเปลี่ยนเกียร์
    * สาเหตุอาจเกิดจากการใช้น้ำมันหล่อลื่นผิดประเภท หรือเติมน้ำมันหล่อลื่นไม่ตรงตามสเป็ค
    * ปรับตั้งคลัตช์ไม่ถูกต้อง
    * ลูกเบี้ยวหรือก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ชำรุด



    การตรวจสอบระบบเกียร์

    1. ตรวจสอบการบิ่นหรือการสึกหรอที่ผิดปกติของฟันเฟือง

    2. ตรวจสอบการบิ่นหรือการสึกหรอที่ผิดปกติของ รูล็อคเฟืองสะพาน

    3. ตรวจสอบร่องรอยการสึกหรอรูในของเฟือง

    4. ตรวจสอบการสึกหรอหรือการชำรุดเสียหายของร่องเพลาแกนเกียร์

    5. ตรวจสอบระยะคลอนของฟันเฟืองทุกเฟืองกับเพลาแกนเกียร์หากมีระยะคลอนมากให้เปลี่ยนทั้งชุด

    6. ตรวจสอบการสึกหรอของร่องลูกเบี้ยวเปลี่ยนเกียร์

    7. ตรวจสอบการบิดเบี้ยวของปลายก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ทุกเกียร์

    8. ตรวจสอบการสึกหรอของเดือยก้ามปูเกียร์ หากเป็นรอยขีดข่วน , คด , ชำรุดให้ทำการเปลี่ยนก้ามปูเกียร์

    9. ตรวจสอบการคด(โดยทดลองกลิ้งเพลาบนพื้นระดับ)ของเพลาก้ามปูเกียร์

    10. ตรวจสอบระยะคลอนระหว่างก้ามปูเกียร์กับเพลาก้ามปูเกียร์


    หลัง จากการตรวจสอบจนแน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้วนั้นในการ ประกอบระบบส่งกำลังควร ปฏิบัติตามคู่มือซ่อมอย่างเคร่งครัดเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะตามมา
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  6. #1666
    เมื่อยามใด ที่เราจะต้องห่างไกลเจ้ารถสุดที่รักของเรา อาจจะเป็นเดือน เป็นปี โดยที่ไม่มี คน ดูแลให้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง?

    เพื่อให้รถคู่ใจสุดที่รักของเรายังคงสามารถกลับมาขี่ได้ดังเดิม เมื่อเราต้องการใช้งาน วิธีปฏิบัติที่แนะนำมีดังนี้

    1. ล้างรถก่อนเก็บ เหตุที่ผมแนะนำให้ล้างรถก่อนทำการดองเค็มเก็บไว้ก็เพราะว่า เราจะได้ สามารถตรวจสอบจุดที่บกพร่อง ตามส่วนต่างๆ ของรถได้อย่างทั่วถึง ทุกซอกทุกมุม ซึ่งขณะ ที่เรา ล้างรถ ก็ควรตรวจสอบให้ดีๆ และควรล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้งและถ้าเป็นไปได้ ควร ชะโลม น้ำมันจักร ตามส่วนที่คาดว่าจะขึ้นสนิมได้ง่าย

    2. เติมน้ำมันให้เต็มถัง ก็เพราะว่า ปกติแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าบรรยากาศ ภายนอก ซึ่งก่อให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดในเกาะในถังน้ำมันได้ เราจึงควรเติมน้ำมัน ให้เต็มถัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหยดน้ำเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่มาแห่งสนิมได้

    3. ปล่อยลมยางให้เหลือแค่ตึงๆ เพื่อรักษาโครงยางเอาไว้ และรักษาจุ๊บเติมลมอีกด้วย

    4. อย่าให้ล้อแตะพื้น เพราะว่า ถ้าคุณเกิดต้องจอดรถไว้นานแน่นอนว่า ลมยางต้องซึมออก และยางส่วนที่สัมผัสพื้นจะแบน ทำให้ยางไม่กลม ถ้าหากมาขาตั้งกลางก็สะดวกหน่อย แต่หาก ไม่มีต้องหาอะไรมาค้ำยันใต้ท้องให้ลอยเอาไว้

    5. ถอดแบตเตอรี่ออก จะนำแบตไปใช้อย่างอื่น หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะถ้าใส่ทิ้งไว้ ไฟหมด แน่นอน

    6. เช็คระดับของเหลวในเครื่องยนต์อย่าให้ขาด เช่น พวกน้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อ ป้อง การ การเกิดสนิมในเครื่องและในหม้อน้ำ

    7. อุ่นเครื่องก่อนเก็บ ควรที่จะทำการอุ่นเครื่องก่อนเก็บเพื่อที่จะให้น้ำมันเครื่องได้มีการ หมุนเวียน และไปเคลือบชิ้นส่วนที่อยู่ด้านบนของเครื่อง เช่น วาล์ว หรือแคมชาร์ฟ ฯลฯ ให้มากที่สุด

    8. คลุมแต่พอดี ควรหาผ้าคลุมรถ มาคลุมไว้ แต่อย่ามิดชิดเกินไป เพราะจะกลายเป็น ที่อาศัยของบรรดาสัตว์ประหลาดทั้งหลาย เช่น พวกแมลงสาบ หนู งู ฯลฯ ซึ่งจะมากัด กินสายไฟ และทำรถท่านเจ๊งได้

    9. หาคนช่วยสตาร์ทเครื่อง ถ้าเป็นไปได้ ควรจะวานคนที่พอจะมีความรู้เรื่องรถบ้าง ช่วยสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้สัก 10-15 นาที/วัน จะเป็นเรื่องที่ดีมาก (กรณีนี้ แบตฯ ไม่ต้องถอดออกก็ได้)

    เท่านี้คุณก้สบายใจได้แน่นอนแล้ว่าเมื่อคุณกลับมา มันจะไม่ทรยศคุณ ปลุกเมื่อไหร่มัน จะตื่นขึ้นมาทันที ไม่มีงอแงแน่นอน
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  7. #1667






    ทีนี้ มาดู สีหัวเทียน ตั้งแต่ 1 - 29

    - หัวเทียนรูปที่ 6 – 24 ที่ดูสีแล้วถือว่าใช้ได้ โดยจะเริ่มจากน้ำมันหนา ไปจนน้ำมันบาง
    สีหัวเทียนที่ดีที่สุดคือ หมายเลขที่ 14

    - หัวเทียนที่แฉะในรูปที่ 1 – 2 ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากโ ช็คน้ำมันค้าง หรือโช๊คมากเกินไป
    ระบบจุดระเบิดมีปัญหา หรือ แหวนลูกสูบสึกมากไป

    - ส่วนสาเหตุที่ทำให้หัวเทียนดำ เยิ้ม ดังในรูปที่ 3 , 4 และ 5 ปกติเกิดจาก
    1. ใช้หัวเทียนเบอร์สูงไป ( เบอร์ 9 , 10 –หัวเทียนเย็น )
    ทำให้อุณหภูมิตอนปลายหัวไม่ร้อนพอที่จะทำความสะอาดตัวเองได้
    2.ส่วนผสมหนาไป น้ำมันลงมากเกิน
    3.อาจเกิดจากระบบจุดระเบิด มีปัญหา
    4.ถ้าเป็นรุ่นมีหม้อน้ำ อาจเกิดจากระบายความร้อนมากเกินไป


    - สีหัวเทียน หมายเลข 25 , 26 และ 27 อาจเกิดจาก
    1. ใช้หัวเทียนเบอร์ต่ำไป ( เบอร์ 6 ,7 - หัวเทียนร้อน) ทำให้หัวเทียนรับความร้อนเกินเสป็ค
    เนื่องจากเครื่องทำงานหนักเกิน
    2. ส่วนผสม บางไป น้ำมันลงน้อย
    3. ไฟแก่ไป
    4. การจุดระเบิดไม่ปกติ เช่น เครื่องน๊อค
    5. ระบบระบายความร้อนไม่ดีพอ
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  8. #1668
    ความดี ความชอบ ทั่งหมดนี้ ยกให้กับ


    www.sonic125-plus.com



    ขอบคุณมากๆครับ และขอโทษ ที่นำข้อมูลออกมาโดย ไม่ได้รับ อนุญาติ

    ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ ครับ
    โลกก็ใหญ่เท่าเดิม..แต่มัน..น่าอยู่น้อยลง...!

  9. #1669
    ทำลูกโซนิก ใช้ได้ทนรึป่าวครับ คือว่ามือใหม่อ่ะครับ ใช้รถทุกวัน วันล่ะ60-100 KM
    อยากให้รถมันแรงๆหน่อยอ่าครับ และต้องทำไงบ้าง ช่วยแนะนำหน่อยน่ะครับ.
    หาข้อมูลอยู่จะทำ อาทิตย์น่ะน่ะครับ อัพๆๆ

  10. #1670
    ทำลูกโซนิก ใช้ได้ทนรึป่าวครับ คือว่ามือใหม่อ่ะครับ ใช้รถทุกวัน วันล่ะ60-100 KM
    อยากให้รถมันแรงๆหน่อยอ่าครับ และต้องทำไงบ้าง ช่วยแนะนำหน่อยน่ะครับ.
    หาข้อมูลอยู่จะทำ อาทิตย์หน้าน่ะครับ ของบประมาณด้วยน่ะครับ

  11. #1671
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ roch88 ดูโพส
    ทำลูกโซนิก ใช้ได้ทนรึป่าวครับ คือว่ามือใหม่อ่ะครับ ใช้รถทุกวัน วันล่ะ60-100 KM
    อยากให้รถมันแรงๆหน่อยอ่าครับ และต้องทำไงบ้าง ช่วยแนะนำหน่อยน่ะครับ.
    หาข้อมูลอยู่จะทำ อาทิตย์หน้าน่ะครับ ของบประมาณด้วยน่ะครับ
    ลูกโซนิค ทน ครับ (แต่ ต้อง ช่างมีฝีมือ+เกรดวัสดุเกรดA+น้ำมันเครื่องห้ามขาด)

    เห็นที่ทำกันก็ -คาร์บู n-pro-แคมสร้าง-ลูกโซ-วาวล์โซ-ชัก3


  12. #1672

  13. #1673
    600cc รูปส่วนตัว [CR]Racing
    สมัครเมื่อ
    Apr 2010
    ที่อยู่
    เชียงราย...เหนือสุดในสยาม..เน้อ....
    โพส
    5,158
    อัพ เหมือนกัน อิอิ
    ZöNë ChiäNg Räi

  14. #1674
    แนะนำโรงกลึงดีๆหน่อยครับ ผมอยู่แถว แยกพงษ์เพชร งามวงศ์วานอ่าครับ
    จายัดลูกโซและ ช่วยๆๆ หน่อยน่ะครับ

    เอ่อคว้านแคร้งนี้ยกทั้งเครื่องไปโรงกลึงเลยป่าวครับ หรือ ว่าต้องถอดชุดข้อเหวี่ยงชุดเกียร์ คลัทช์ออกก่อนน่ะครับ
    แบบว่ารื้อเองน่ะครับ ช่วยหน่อยน่ะครับ มือใหม่น่ะ

    อัพๆๆๆ เวฟ125 S ไฟเลี้ยวแยก

  15. #1675
    Verified Member รูปส่วนตัว aumlight
    สมัครเมื่อ
    Jan 2010
    ที่อยู่
    คลอง 6 / ธัญบุรี-ปทุมธานี
    โพส
    4,878
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ BENQ1700 ดูโพส
    วาวล์ 28/24 โซนิค
    วาวล์ 34/29 vios
    ขอบคุณครับ

    จะได้เอาไปเถียงได้ถูกต้องหน่อย เพราะเราข้อมูลแน่น


  16. #1676
    Verified Member รูปส่วนตัว aumlight
    สมัครเมื่อ
    Jan 2010
    ที่อยู่
    คลอง 6 / ธัญบุรี-ปทุมธานี
    โพส
    4,878
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ toonza191 ดูโพส
    ทำเสร็จแล้ว

    วิ่งดีไหมครับ
    ยอดเยี่ยมมากเลยครับ คุณตูน

    กระแทก พุ่งอย่างเดียว แป๊ปๆ ถึง 90 ล่ะ

    คลัชมือก็เด้งดี ขับสนุกครับ

    แต่อาจเมื่อยมือหน่อย CRG 6 ตัว เอาเรื่องเหมือนกัน


  17. #1677
    Verified Member รูปส่วนตัว aumlight
    สมัครเมื่อ
    Jan 2010
    ที่อยู่
    คลอง 6 / ธัญบุรี-ปทุมธานี
    โพส
    4,878
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ [CR]Racing ดูโพส
    วาล์ว วีออสส มัน 34 29 ครับ

    ที่คุณใส่ คือ วาล์วโซนิกครับ 28 24 ok ปะ
    ครับผม


  18. #1678
    Verified Member รูปส่วนตัว aumlight
    สมัครเมื่อ
    Jan 2010
    ที่อยู่
    คลอง 6 / ธัญบุรี-ปทุมธานี
    โพส
    4,878
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ l3alL_visa ดูโพส
    ค่าแรงผ่าเครื่อง 800 บาท ถือว่า แพงไหมอะครับ
    มันก็แล้วแต่สถานที่ด้วยนะ

    แต่ถ้าช่าที่ผมทำ ค่าแรงผ่าเครื่อง 400 ครับ


  19. #1679
    Verified Member รูปส่วนตัว aumlight
    สมัครเมื่อ
    Jan 2010
    ที่อยู่
    คลอง 6 / ธัญบุรี-ปทุมธานี
    โพส
    4,878
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ tum_im ดูโพส
    ทำครัชมือทำมายังไงครับ ของรูปกับรายการของหน่ยอได้ปะครับ
    ที่ผมเบิกศูนย์นะ

    แคร้งขวาไนท์ 125 900 บ.

    ก้านกดคลัช 180 บ.

    สปริงก้านกดคลัช 60 บ.

    นอกนั้นให้ช่างหาของให้ครับ


  20. #1680
    600cc
    สมัครเมื่อ
    May 2009
    ที่อยู่
    สุราษฏร์ธานี(เมืองคนดี)
    โพส
    6,788
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ aumlight ดูโพส
    ที่ผมเบิกศูนย์นะ

    แคร้งขวาไนท์ 125 900 บ.

    ก้านกดคลัช 180 บ.

    สปริงก้านกดคลัช 60 บ.

    นอกนั้นให้ช่างหาของให้ครับ
    แถว บ้านผม เค้า ขายอยู่ ทั้ง ชุด 2500 แพง ป่าวครับ (มือ2)

    แต่ได้ ข้อเหวี่ยง ด้วยครับ

หน้า 84 จากทั้งหมด 821 หน้า หน้าแรกหน้าแรก ... 3474828384858694134184584 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

Bookmarks

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] code is เปิด
  • HTML สถานะ ปิด